แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Windows แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Windows แสดงบทความทั้งหมด

Process Explorer สุดยอดโปรแกรมตรวจสอบ Process ที่กำลังรัน Background ในเครื่อง


    วันนี้ เครื่องผมมีอาการแปลกๆครับ คือเวลาเข้าเว็บต่างๆ ดูเหมือนว่าจะคลิกดูต่อๆไปไม่ได้ ลองไปดูที่ About ของ IE ก็ปรากฏว่าตัวเลขแสดงเวอร์ชั่นต่างๆหายหมด อ้าว...ส่อแวว

    จะ ลองไปดูหน่อยว่ามีโปรแกรมอะไรแอบมาติดตั้งเพิ่มเข้ามารึเปล่า พอไปคลิกที่ ControlPanel ก็ยังเข้าได้อยู่ แต่พอไปที่ Add/Remove... กลับแสดงหน้าจอขาวโล่งออกมา...ซวยแล้ว

    วิธี แรกๆที่จะพอดูได้ ว่ามีโปรแกรมอะไรแอบทำงานอยู่หรือเปล่า ก็ด้วยการกด Ctrl+Alt+Del ก็ลองไล่รายชื่อไปเรื่อยๆ อ่าาาา...เจอเข้าแล้วครับ มันชื่อว่า update.exe ซึ่งผมจำได้ว่า ผมไม่ได้ไปตั้งอัพเดทอะไรที่ใหนแน่ๆ

    สงสัย จะมาแอบตั้งค่าเรียกใช้ตอนเริ่มต้นแน่ๆ ก็ลองเข้าไปที่ Start/Run พิมพ์ msconfig แล้ว enter เข้าไป เอ...ก็ไม่มีแฮะ...บ่งบอกว่าเจ้าตัวนี้แอบเข้ามาได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

    เอาไงดี...คิดไปคิดมา อ่อ...นึกได้ว่ามีโปรแกรมเด็ดๆอยู่อีกตัวนึงครับ ผมไปดาวน์โหลดมาจาก Sysinternals Process Explorer ครับผม

    ตาม ไปดูตามลิ้งก์นี้นะครับ จะมีข้อมูลภาษาอังกฤษไว้พอสมควร ส่วนลิ้งก์สำหรับดาวน์โหลดจะอยู่บริเวณล่างๆครับ ถ้าคอมทั่วๆไปก็จะเป็น 32bit ส่วนใครเล่นของใหม่แล้ว ถ้าแน่ใจก็เอา 64bit ไปลอง หรือจะรุ่นแรกๆ 98/ME เขาก็เตรียมไว้ให้เช่นกัน เลือกให้ถูกนะครับ

    หลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ก็จัดการติดตั้งเหมือนโปรแกรมทั่วๆไปนั่นละครับ พูดไปก็ไล้ฟ์บอย มาดูหน้าตากันสักหน่อย



    มอง จากด้านซ้ายมือนะครับ จะเห็นชื่อไฟล์ต่างๆที่กำลังรัน ตรงหน้าชื่อแต่ละไฟล์นั้น ถ้ามีเครื่องหมาย + แสดงว่ามีไฟล์ย่อยๆอยู่ในกลุ่มอีกนะครับ

    จุดสังเกตว่าไฟล์อะไร กำลังทำงานอย่างขมักเขม้น ก็คือตัวเลข % ในคอลัมค์ CPU นั่นเองครับ ซึ่งหมายความได้ว่า ขณะนี้ไฟล์หรือโปรแกรมนั้นๆ กำลังเขมือบแรงซีพียูไปประมาณกี่เปอร์เซ็น

    ถ้าว่างๆปกติที่ไม่ได้รันอะไรไว้ละก็ บรรทัดบนสุด คือ System Idle Process จะต้อง % มากๆเข้าไว้ ซึ่งบรรทัดนี้จะเป็นสัดส่วนกับบรรทัดล่างๆ คือถ้ามีโปรแกรมอื่นทำงานมาก Idle ก็จะว่างน้อย(อันนี้ไม่ค่อยดี) หรือบรรทัดอื่นๆทำงานน้อย Idle ก็จะว่างมาก(อันนี้ดี)

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูว่า ในขณะที่เรียกโปรแกรม ProcessExplorer นี้ เราได้เปิดโปรแกรมอะไรไว้อีกหรือเปล่า ก็สามารถพิจารณาได้จากชื่อที่เห็นนี่ละครับ

    แต่บางที ชื่อก็ไม่ได้สื่อความหมายอะไรมากนัก อันนี้ง่ายๆครับ คือให้เอาเม้าส์ไปลอยไว้เหนือชื่อไฟล์ที่สงสัย อย่างเช่นในรูป ผมไปชี้ที่ไฟล์ vmount2.exe ก็จะมีกรอบรายงานขึ้นมาว่า C:\Program Files\Common Files\Vmware\Vmware Virtual Image Editing\vmount2.exe ซึ่งจากชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์นี้ ก็พอจะรู้ได้ว่า เป็นไฟล์ของโปรแกรม VMware ที่ผมติดตั้งเอาไว้ครับ

    ถ้า เรารู้ที่มาที่ไปอย่างเช่นไฟล์ข้างบนนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันแปลกๆ โปรแกรม Process Explorer ก็เตรียมคำสั่งไว้ให้เราใช้ค้นหารายละเอียดของไฟล์ ดังรูปข้างล่างนี้ครับ



    พอผมคลิกเม้าส์ขวาที่ ชื่อไฟล์ จะมีเมนูขึ้นมา เมนูสุดท้ายคือ google ซึ่งก็จะเอาชื่อไฟล์ตรงนี้ ไปเป็นคำค้นใน google ก็จะได้รายละเอียดของไฟล์ออกมาเลย อย่างเช่นไฟล์ vmount2.exe ตัวนี้ พอค้นด้วย google ก็จะเข้าไปยังเว็บของ Vmware ซึ่งก็จะรู้ต้นสายปลายเหตุได้ว่ามาจากใหนครับ



    แต่ หากค้นแล้ว พบว่าเป็นพวกไวรัส หรือสปายแวร์ต่างๆ ก็สามารถเลือกเมนู Kill Process เพื่อหยุดการทำงานของมันได้เลย จากนั้นก็ตามเข้าไปลบในโฟลเดอร์ ที่อ่านได้จากการลอยเม้าส์ในข้างต้นนั่นเอง ครับ

    แต่ต้องระวังไฟล์เหล่านี้ คือ SMSS, CSRSS, SVCHOST เพราะว่านี่เป็นไฟล์ที่ใช้ในระบบวินโดวส์ แต่พวกโปรแกรมกันก็อปปี้วีซีดีจะเอาชื่อเหล่านี้ไปใช้ ทำให้เครื่องเราอืดหรือเพี้ยนๆไป ปกติไฟล์เหล่านี้จะทำงานให้เห็นเป็น % ที่น้อยมากๆครับ แต่ถ้าพบว่ามันกำลังกิน % อย่างกระฉูดละก็ ต้องจัดการด้ววิธีอื่นครับ วันหลังจะหามาฝากกันต่อไปครับ

    พอดีว่า วันนี้ผมฆ่าเจ้าตัวที่แอบเข้าเครื่องผมไปซะแล้ว เดี๋ยววันหลังถ้าเจอใหม่ ผมจะเอาข้อมูลมาอัพเดทให้ดูกันอีกทีครับ (ผมซอกแซกไปตามที่ต่างๆบ่อยครั้ง รับรองว่าต้องได้อะไรแปลกๆมาอีกแน่)

ดาวน์โหลดโปรแกรมProcess Explorer

ลองดาวน์โหลดโปรแกรมProcess Explorer สุดยอดโปรแกรมตรวจสอบ Process ที่กำลังรัน Background ในเครื่อง ไปใช้กันดูนะครับ :)

Safe Mode คืออะไร? จะ Boot เข้า Safe Mode ใน Windows ต้องทำได้อย่างไร?

Safe Mode คืออะไร?


Safe Mode อาจจะเรียกหรือรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Diagnostic Mode เป็นโหมดการทำงานอย่างหนึ่งของระบบปฏิบัติการ ยกตัวอย่างเช่น Microsoft Windows, Mac OS X ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่สามารถ Boot เข้าสู่ Normal Mode หรือโหมดการทำงานปกติของระบบปฏิบัติการ หรือเิิกปัญหาขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถ Boot เข้าสู่ Normal Mode ได้ Safe Mode เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเข้าไปตรวจสอบ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบปฏิบัติการในเครื่องของเรา ทั้งนี้ใน Safe Mode นั้นฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆจะถูกลดหรือปิดการทำงานออกไปบางตัว แต่ฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆ และเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบ แก้ไขปัญหายังสามารถใช้ได้ตามปกติ

แล้วเราจะ Boot เข้า Safe Mode ใน Windows ได้อย่างไร?

ขั้นตอนในการ Boot เข้า Safe Mode ใน Windows

เข้า Safe Mode ใน Windows XP ด้วยการกดปุ่ม F8

1.รีบูตเครื่องคอมฯ

2.ในขณะที่เครื่องกำลังบูตผ่านหน้าจอ Bios ที่แสดงการทำงานของหน่วยความจำ ให้คุณกดปุ่ม F8 ไปเรื่อยๆ จนเข้าหน้าจอ Windows Advance Option Menu

3.ที่หน้าจอ Windows Advance Option Menu ให้เลือกการบู๊ตแบบ Safe Mode


เข้า Safe Mode ใน Windows 98/ME ด้วยการกดปุ่ม F8

วิธีการก็เหมือนๆ กัน นั่นคือ ทำตามขั้นตอนในข้อ 1-2 จากข้างต้น แต่หน้าตาจะไม่เหมือนกัน แต่การเลือกก็ให้เลือกหัวข้อ Safe Mode เหมือนกัน


หาก คุณไม่ต้องการที่จะบู๊ตวินโดว์ส เข้า Safe Mode หรือพยายามแล้วก็กดปุ่ม <F8> ไม่ได้สักที ผมมีวิธีการบู๊ตแบบอื่น ซึ่งขั้นตอนจะมากหน่อย แต่รับรองชัวส์ไว้ใจได้ครับ


การบู๊ตแบบธรรมดาไม่เข้า Safe Mode แต่เหมือน Safe Mode ใน Windows XP

1. คลิกที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำว่า msconfig คลิก OK

2.เมื่อหน้าต่าง System Configuration Utility แล้วไปที่แท็บ General เลือกติ๊กที่ Selective Startup จากนั้นติ๊กเอาเครื่องถูกจาก Process SYSTEM.INI File ,Process WIN.INI File และ Load Startup Items ออก


3. จากนั้นไปที่แท็บ Service ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ Hide All Microsoft Services แล้วคลิกที่ Disable All


4.คลิก OK เสร็จแล้วก็บู๊ตเครื่องใหม่ได้

เมื่อบู๊ตวินโดว์สขึ้นมาอีกครั้งคุณก็สามารถทำการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้แล้ว เมื่อทำเสร็จ ให้คุณเข้าไปที่ msconfig อีกครั้ง ไปที่แท็บ General ให้ติ๊กที่ Normal Startup คลิกปุ่ม OK แล้วบู๊ตเครื่องอีกครั้ง


ในส่วนนี้จะเป็นการบู๊ตเข้า Safe Mode โดยตรงไม่ต้องกด F8

เข้า Safe Mode ใน Windows XP โดยไม่ต้องกดปุ่ม F8

1.ปิดทุกโปรแกรมให้หมด

2.คลิกที่ Start > Run พิมพ์คำว่า msconfig คลิก OK

3.เมื่อเปิด System Configuration Utility แล้ว ให้ไปที่แท็บ BOOT.INI ติ๊กทำเครื่องหมายถูกที่ /SAFEBOOT คลิก Apply

4.คลิก OK บู๊ตเครื่องใหม่


เครื่องจะเข้า Safe Mode ทันทีไม่ต้องกด <F8> ทำการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ เสร็จแล้ว ก็ให้เปิด msconfig อีกครั้ง โดยทำตามข้อ 1-4 แต่ในข้อ 3 ให้คุณเอาเครื่องหมายถูกที่ /SAFEBOOT ออก


เข้า Safe Mode ใน 98/ME โดยไม่ต้องกดปุ่ม F8

1.ปิดทุกโปรแกรมให้หมด

2.คลิกที่ Start > Run พิมพ์คำว่า msconfig คลิก OK

3.ไปที่แท็บ General คลิกที่ Advanced

4.ที่หน้าต่าง Advance Troubleshooting Setting ให้เลือกที่ Enable Startup Menu แล้วคลิก OK เพื่อบังคับให้วินโดว์สแสดงเมนูบู๊ตเพื่อเข้า Safe Mode

เมื่อทำการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ เสร็จแล้ว ก็แก้การบู๊ตกลับคืน ก็ให้ทำตามข้อ 1-4 อีกครั้ง แต่ขั้นตอนที่ 4 ให้เอาเครื่องถูกที่ Enable Startup Menu ออก ดังรูป


ส่วน Windows เวอร์ชั่นใหม่ๆขึ้นมา เช่น Windows Vista, 7, 8, 8.1, 10 ก็จะมีวิธีการทำครล้ายๆกับการเข้า Safe Mode ใน Windows XP นะครับ

เป็นไงบ้างครับ หวังว่าคงจะเข้า Safe Mode กันได้แล้วนะครับ

ความหมายของ Error หรือข้อผิดพลาดหน้าจอสีฟ้า(ฺBlue Screen Of Death) ใน Windows

แนวทางและการแก้ไขเมื่อเจอหน้าจอสีฟ้า(ฺBlue Screen Of Death) ใน Windows ครับ


คำว่า Blue Screen คนเล่นคอม จะรู้จักดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวไม่อยากให้เกิดกับเครื่องของตน เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคอมของตนเริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเจ็บใจคือมันบอกเป็นเลขรหัสที่เราๆ ท่านๆ ต้องงงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ป่านไปค้นหามาว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร (ไปหาเจอในเวบหนึ่ง จำลิ้งไม่ได้ละ)มาให้คุณๆ ได้อ่าน คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้บ้าง  รหัสที่แจ้งของ Blue Screen จริงๆ มีเกินร้อยตัวเลยครับ แต่ในที่นี้ เอามายกตัวอย่าง เอามา 20 BSOD ได้แก่

1.(stop code 0X000000BE) Attempted Write To Readonly Memory
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน ทางแก้ไขให้ uninstall
โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็น
พวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ

2.(stop code 0X000000C2) Bad Pool Caller
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่
compatible กับ XP ทางแก้ไขก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำ
เตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส

3.(stop code 0X0000002E) Data Bus Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงาน
หนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย

4.(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1

5. (stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ"hibernate" แนวทางแก้ไข ถ้า
วินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการ
พลังงานของวินโดวส์ซะ

6.(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending
Operations
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1

7.(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจาก
ไดร์เวอร์หรือ firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1

8.(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Device
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรือ boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สาย
แพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบmulti OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน
config ของ OS ขัดแย้งกัน
อีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามี
ปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์เวอร์รุ่นล่าสุด

9. (stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad
sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย

10. (stop code 0X00000077) Kernel Stack Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9

11.(stop code 0X0000001E) Kmode Exception Not Handled
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ
error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้น
ถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของ
วินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่
Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ

12.(stop code 0X00000079)Mismatched Hal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่
เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอปพลิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU
มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่
สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่
คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย

13.(stop code 0X0000003F)No More System PTEs
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำ
ให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitors
ถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Session
Manager\Memory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000
ถ้าเครื่องคุณมี RAM
128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK
รีสตาร์ทเครื่อง

14.(stop code 0X00000024) NTFS File System
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ
controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียด
ของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log
file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด
Application

15.(stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Area
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแรม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่า
แรมเสียหรือไม่

16.(stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatch
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15

17.(stop code 0X000000EA) Thread Stuck In Device Driver
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการของ error  นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตาร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้
สาเหตุอาจจะเกิดจาก bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้
1.ให้ดูที่  power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณหรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ power
supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น
หรือตรวจดูชิ้นส่วนเครื่อง ตัว Capacitor ที่เมนบอร์ดตัวที่จ่ายไฟเลี้ยง CPU ว่าบวมไหม
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ bios ว่าส่วนของ  VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปกของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิตเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น "PXE Resume/Remote Wake Up" โดย
ไปปิดที่ BIOS

18. (stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trap
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไป
สาเหตุเกิดจากการ overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด

19. (stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึ่งในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ
33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน

20. (STOP 0x0000008e" error message during Windows XP setup
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
แรมที่ใช้อยู่มีปัญหาหรือแรมใหม่ที่นำมาใส่เกิดความไม่เข้ากันของฮาร์ดแวร์   ให้ลองเปลี่ยนแรมใหม่มาใส่ดู
หรือไฟจ่ายไม่สม่ำเสมอให้ลองเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลายดูครับ

เพิ่มเติม BSOD(ฺBlue Screen Of Death)  ได้ตามลิงค์ http://www.carrona.org/bsodindx.html