5 ผักผลไม้ลดรอยขอบตาดำ ตาคล้ำ ตาแพนด้าแถม 6 วิธีป้องกันตาแพนด้า

 จะหลินปิง ช่วงช่วง หรือแพนด้าพันธุ์ไหนก็แล้วแต่ หลบไปเลยเมื่อเจอแพนด้าตัวแม่อย่างสาว ๆ อย่างเรา ไหนจะนอนดึก จ้องคอมพ์ ตาไม่กระพริบเป็นเวลานาน เพราะเร่งงานให้ทันจนหามรุ่งหามค่ำ จนกระทั่งตาลึกโบ๋เป็นผีลืมหลุม เนื่องจากไอ้เจ้ารอยคล้ำใต้ตาตัวดีมาเยือนซะด่วนจี๋โดยไม่ให้ตั้งตัว แถมรอยย่น ตีนกาแห่มาเป็นขบวน โอ้ยย กลุ้มค้า!

          จะพึ่งพวกอายครีม (Eye Cream) ทั้งหลายแหล่ ก็แพงหูฉี่ ถ้าได้ผลรอยดำใต้ตาหายวับไปก็ดีหรอก แต่มันน่าเจ็บใจตรงที่ไม่ได้ผลน่าซิ ที่สำคัญ เสียดายตังค์ค๊า

          เมื่อจวนตัวต้องรีบไปทำงานพรุ่งนี้เช้า แต่ก็กลัวปากของเพื่อนๆ จะทักว่าไปทำรัยมาหนังตาด้ำ ดำ ก็ขอพึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านนี่แหละ ว่าแล้ว…ก็แว้บหายไปสาละวนขลุกอยู่ในครัวไม่ถึง 15 นาที ได้ผัก ผลไม้ มาทำสวยดังนี้จ้า

สวยและเด้ง แถมสตางค์อยู่ครบ ขอไล่เรียงสรรพคุณของ 5 ผักผลไม้ลดรอยขอบตาดำ ตาคล้ำ มีดังต่อไปนี้


          1. แตงกวา ช่วยความชุ่มชื่น ลดอาการบวมแดง

          2. กล้วย ช่วยให้ผิวใต้ตานุ่มนวล ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น

          3. มันฝรั่ง มอบความสดชื่น กระจ่างใสให้ดวงตา

          4. แครอท ผสมน้ำผึ้ง ไล่ตีนกาได้ดีนัก

          5. มะเขือเทศ ทำให้ดวงตาสดใส ปิ๊งปั๊ง

          ในการ Test ครั้งนี้ ดิฉันขอเลือกมันฝรั่ง มาลองทำให้ชมดีกว่า เค้าว่ากันว่า ได้ผลรวดเร็ว หยุดรอยคล้ำใต้ตาได้ชัดนัก เพราะมันฝรั่งมีเอนไซม์ (Enzyme) ที่ทำให้สีผิวดู อ่อนจางลงได้ จึงช่วยลดความหมองคล้ำได้ชั่วคราว วิธีนี้จึงเหมาะจะใช้เวลาที่คุณสาวๆ ต้องการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

พื้นฐานดวงตาทุน เดิมเป็นคนเบ้าตาลึกคะ จึงค่อนข้างคล้ำดำง่ายกว่าคนปกติทั่วไป วิธีทำแสนง่าย

          เลือกมันฝรั่งผลใหญ่หน่อย เพื่อที่เวลาฝานจะได้ปิดตาได้มิดไงละ และล้างผลมันฝรั่งให้สะอาด จากนั้นฝานให้บางๆ นำมาแปะดวงตาประมาณ 15-20 นาที นอนหลับไปเลยได้ยิ่งดีเพื่อพักผ่อนสายตาจากการเหนื่อยล้า

หากแช่มันฝรั่งใน ตู้เย็นยิ่งดีใหญ่ ช่วยลดปัญหาตาบวมได้ แถมสดชื่นอีกด้วยคะ เมื่อฝานโปะเสร็จปรากฏว่า

          หลังจากแปะมันฝรั่งครบ 15-20 นาทีแล้ว ดูผ่านๆ อาจจะเห็นผลไม่ค่อยชัดนัก (แหม ก็เราไม่นิยมรีทัชหลอกคนอ่านนี่นา) แต่ดูดีๆ สีคล้ำจะจางลงหน่อย ทั้งนี้อาจเพราะทำแค่ครั้งแรก และครั้งเดียว ทว่าหากไม่ขี้เกียจ หมั่นทำประจำสม่ำเสมอคงดีแน่ เพราะแค่ครั้งแรกยังรู้สึกถึงความชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาบริเวณผิวรอบดวงตา เย็นๆ ตึงๆ ตาสว่างสดชื่น เนื่องจากน้ำจากมันฝรั่งทำให้ตาชุ่มชื่น

          บางท่านไปลองทำ อาจรู้สึกคันยุบยิบเล็กน้อย แต่ห้ามเอามือไม่เกานะคะ เพราะตำราบอกไว้ว่าจะรู้สึกยิบนิดๆ ซึ่งไม่เป็นผลร้ายอะไร
          เราตั้งใจว่าจะทำเองสม่ำเสมอแล้วล่ะ ก็ของดีหาง่ายในครัวไม่ต้องสรรหาจากแดนไกล ว่างๆ ท่านผู้อ่านลองทำดูได้นะคะ ของธรรมชาติคะไม่มีการแพ้แต่อย่างใด

6 วิธีป้องกันตาแพนด้า

          1) อย่าให้กล้ามเนื้อตาล้าเกินไป ด้วยการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้พักสายตาทุก 15 นาที การมองออกไปไกลๆ จะทำให้ดวงตาไม่เกิดอาการล้า พร้อมปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้แสงพอเหมาะ

          2) หากรู้สึกอ่อนล้าให้นวดคลึงเบาๆ และควรบริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ด้วยการกลอกตาไปรอบๆ เป็นวงกลม สัก 5-6 รอบ ใช้นิ้วนางทั้ง 2 นิ้วแตะที่หัวตาแต่ละข้าง คลึงเบาๆ แบบกดจุดนาน 1-2 วินาที เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยถนอมดวงตาคู่สวยของคุณได้แล้วล่ะค่ะ

          3) เพิ่มปริมาณการดื่มน้ำของคุณให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน

          4) การสวมแว่นกันแดดที่เจือสีเล็กน้อย ก็จะทำให้พรางรอยคล้ำใต้ตาลงไปได้

          5) การใส่คอนแทคเลนส์บ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุดึง เพราะเราต้องรบกวนเปลือกตาด้วยการถ่างตาบ่อยๆ ทำให้เกิดรอยย่น ตัวดีเชียวแหละ

          6) รอยคล้ำใต้ตาที่เกิดขึ้นมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดฝอยบริเวณใต้ ดวงตา หรือบางคนก็เกิดจากเป็นโรคภูมิแพ้ หรือกรรมพันธุ์ค่ะ คนที่ขยี้ตาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเพราะเป็นภูมิแพ้แล้วคัน หรือว่าขยี้ตาด้วยความเคยชิน ก็ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ตาแตกได้และเห็นเป็นรอยคล้ำได้


ถาม-ตอบ 30 ข้อเกี่ยวกับการคุมกำเนิด จากหมอชาวบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องการคุมกำเนิด หลายคนคงคิดถึงการทำอย่างไรไม่ให้มีลูกเท่านั้น แต่ความเป็นจริงนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตคู่ การเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ของคนสองคน ซึ่งมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนอุปนิสัยและพฤติกรรมแตกต่างกันออกไปด้วย แต่เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก็ต้องมีการปรับตัวปรับใจเข้าหากัน มีสัมพันธภาพที่ดีและสอดคล้องต้องกันร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่น และมีการวางแผนครอบครัวที่เหมาะสม


การคุมกำเนิดเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนครอบครัวของชีวิตคู่ในขณะที่ไม่พร้อมจะมีลูก
ถึง แม้การคุมกำเนิดจะมีการรณรงค์ เผยแพร่ และการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งหน่วยงานเอกชน และรัฐบาล แต่ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการคุมกำเนิดก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาในขณะที่ครอบครัวยังไม่มีความพร้อม

อาจารย์จริยาวัตร คมพยัคฆ์ แห่งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รวบรวมความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการคุมกำเนิดไว้ว่า

- หญิงหลังคลอดยังไม่มีประจำเดือนจะไม่คุมกำเนิดเพราะคิดว่าไม่ตั้งครรภ์
- ถ้าบุตรยังดูดนมอยู่จะไม่ตั้งครรภ์โดยไม่ต้องคุมกำเนิด
- ถ้าแม่ของหญิงหลังคลอดเคยมีบุตรห่างจะคิดว่าตนเองน่าจะมีบุตรห่างด้วย จึงไม่คุมกำเนิด
- หลังแท้งถ้าประจำเดือนยังไม่มาจะไม่ตั้งครรภ์
- การใช้ถุงยางอนามัยทำให้เกิดความรู้สึกดีไม่เท่าธรรมชาติ
- การหลั่งภายนอกช่องคลอดทำให้ไม่ตั้งครรภ์
- การนับวันปลอดภัยคิดว่าป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ๑oo เปอร์เซ็นต์
- ฝ่ายหญิงเท่านั้นมีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันการตั้งครรภ์ เช่นกินยา
- ผู้ชายทองแดง (อัณฑะมี testis ข้างเดียว) เป็นหมัน ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าผู้หญิงจะตั้งครรภ์
- ถ้าสามีไม่อยู่ด้วยประจำ เช่น ไปต่างจังหวัดนานๆ จะกินยาคุมเฉพาะเวลาสามีกลับมาคือก่อนการร่วมเพศ
- ใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ (ล้างและเก็บไว้แบบถุงมือ) ได้
- ลืมกินยาแล้วไม่ท้อง ก็เลยลืมบ่อยๆ คิดว่าไม่เป็นไร
- ฝ่ายชายคิดว่าทำหมันแล้วหมดสมรรถภาพ
- หลังร่วมเพศ ฝ่ายหญิงล้างช่องคลอดด้วยน้ำส้มสายชู หรือยาฆ่าเชื้ออื่นๆ จะทำให้ไม่ตั้งครรภ์ เพราะเชื้ออสุจิตายแล้ว
- การร่วมเพศครั้งที่สอง (ในเวลาเดียวกัน) ไม่ต้องสวมถุงยางอนามัย เพราะอสุจิหลั่งออกไปหมดแล้วตั้งแต่การร่วมเพศครั้งแรก
และอื่นๆ

รูปแสดงการเดินทางของไข่จากรังไข่ ผ่านปีกมดลูกผสมกับเชื้ออสุจิ และมาอยู่ที่มดลูก

จาก การเข้าใจผิดๆข้างต้นจะเห็นว่าถึงแม้คู่สมรสจะเตรียมการคุมกำเนิด แต่เมื่อไม่เข้าใจรายละเอียดการคุมกำเนิด ก็ไม่สามารถที่จะคุมกำเนิดให้ได้ผลอย่างจริงจังได้ ดังนั้นเราจึงเชิญนายแพทย์พนิตย์ จิวะนันทประวัติ มาตอบคำถามที่มักจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิดที่บางท่านยังไม่เข้าใจ

ถาม-ตอบ 30 ข้อเกี่ยวกับการคุมกำเนิด จากหมอชาวบ้าน มีอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลย

1. บางคนคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย แล้วทำไมจึงตั้งครรภ์ได้
สามี ภรรยาจำนวนไม่น้อยมีเพศสัมพันธ์กันจนกระทั่งฝ่ายชายใกล้ถึงจุดสุดยอดจึงค่อย ใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งอันนี้เป็นวิธีที่ผิด เพราะว่าฝ่ายชายในขณะที่มีเพศสัมพันธ์จะมีตัวเชื้อออกมาบ้างแล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องถึงจุดสุดยอด ฉะนั้นจึงทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้
การ ใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องต้องใช้ตั้งแต่เริ่มต้นคือเวลาที่อวัยวะเพศชาย แข็งตัวต้องใส่ทันที เมื่อถึงจุดสุดยอดแล้วขนาดของอวัยวะเพศชายจะเล็กลงจึงไม่ควรแช่ไว้ เพราะน้ำเชื้ออาจจะออกจากถุงยางได้
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่บางคนเข้าใจผิด คิดว่าหลั่งภายนอกช่องคลอดจะไม่ทำให้ตั้งครรภ์เพราะคิดว่าถึงจุดสุดยอดเชื้อ จึงออกมา แต่ความจริงออกมาบ้างแล้วตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดสุดยอด

2. หากถุงยางหมดอายุจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้หรือไม่
การใช้ถุงยางที่หมดอายุหรือคุณภาพไม่ดี ก็มีส่วนทำให้ป้องกันการคุมกำเนิดไม่ได้ผล เพราะถุงยางอาจฉีกขาดหรือรั่วได้

3. การใช้ถุงยางให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติจริงหรือไม่
การ ที่บ้านเรายังใช้ถุงยางอนามัยกันน้อย เพราะเข้าใจว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนคันแล้วเกานอกเสื้อ แต่ที่จริงก็ได้ความรู้สึกเหมือนกัน บางคนที่มีความรู้สึกไว หลั่งเร็ว การใช้ถุงยางจะช่วยตรงนี้ได้ด้วย

4. การใช้ถุงยางอนามัยมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร
การ ใช้ถุงยางอนามัยเป็นการคุมกำเนิดที่ดีต่อฝ่ายหญิง เพราะไม่ต้องกังวลกับปัญหาในเรื่องผลข้างเคียงของการกินหรือฉีดยาคุมกำเนิด รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อจากโรคทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ได้

5. ปกติการคุมกำเนิดโดยนับวันของรอบเดือนถือว่าช่วงไหนเป็นวันปลอดภัย
ช่วง ที่ไข่ฝ่อและเยื่อบุมดลูกสลายตัวหลุดออกจากผนังมดลูกและช่วงเวลาที่ไข่เริ่ม เจริญเติบโต เป็นช่วงที่ถือว่าปลอดภัยจากการที่จะมีลูก คือ ระหว่างช่วง 7 วันก่อนมีประจำเดือนวันแรก และ 7 วันหลังมีประจำเดือนวันแรก
ช่วงที่ตกไข่ คือ ช่วงหลังวันที่ 7-21 ของรอบเดือนจึงเป็นช่วงที่ไม่ปลอดภัยมีโอกาสมีลูกได้

6. การนับวันปลอดภัย ทำไมถึงไม่สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์
การ คุมกำเนิดโดยวิธีใช้นับรอบเดือนนั้น ส่วนใหญ่รอบเดือนของผู้หญิงมักคลาดเคลื่อน โดยเฉลี่ยประจำเดือนแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน หรือ 28 บวกลบ 7คือ บางคนอาจจะประมาณ 21 วัน (28-7) หรือบางคนอาจจะ 35 วัน (28+7) ซึ่งถือว่ามาปกติ
ปัญหาของการ นับวันโดยวิธีธรรมชาติ คือ หากรอบเดือนเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้อง เช่น ความเครียด การเจ็บป่วย ก็ทำให้ประจำเดือนมาเร็ว หรือเลื่อนออกไป การคุมกำเนิดก็อาจพลาดได้ นี่คือเหตุผลที่ว่าการนับวันอาจพลาดได้ถ้าเดือนใดประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน

7. หลังคลอด หรือหลังจากแท้งลูก หรือลูกดูดนม และประจำเดือนยังไม่มา จะไม่ตั้งครรภ์จริงหรือไม่
ที่ถือว่าประจำเดือนยังไม่มาจะไม่มีลูกนั้น ไม่จริง เพราะรังไข่ของฝ่ายหญิงอาจเพิ่งเริ่มทำงาน ดังนั้นโอกาสที่จะมีลูกจึงเป็นไปได้

8. การกินยาคุมกำเนิดกินช่วงไหนของเดือนก็ได้ ใช่มั้ย
การคุมกำเนิดนั้นไม่ใช่กินตอนไหนก็ได้ผล
การคุมกำเนิดที่ได้ผลนั้นต้องเริ่มกินในวันที่ถูกต้อง คือ กินในวันแรกที่มีรอบเดือน หรือในช่วงที่มีประจำเดือนภายใน 5 วันแรกเท่านั้น
ที่ สำคัญการกินยาคุมกำเนิดต้องกินติดต่อกันทุกวัน และควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แต่ละเม็ดไม่ควรห่างกันนานกว่า 24 ชั่วโมง กินหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอนจะดี เพราะยาคุมจะออกฤทธิ์ ซึ่งเป็นเวลาที่หากเกิดผลข้างเคียงก็อยู่ที่บ้าน
การกินยาคุมต้องกินติดต่อกันตามกำหนด ไม่ใช่วันไหนไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่กิน วันไหนมีเพศสัมพันธ์ก็กิน เช่นนี้คุมไม่ได้

ยาเม็ดคุมกำเนิด

9. ยาคุมกำเนิดทำไมมี 21 เม็ด กับ 28 เม็ด
ยาคุมกำเนิดจะมีสองชนิดคือ ชนิด 21 เม็ด และ 28 เม็ด
ชนิด 21 เม็ด เมื่อกินหมดแผงแล้วก็ให้เว้น 7 วัน แล้วจึงเริ่มแผงใหม่ต่อไป
สำหรับ ชนิด 28 เม็ดนั้น เขาให้กินทุกวันติดต่อกันแผงต่อแผง อันที่จริง 28 เม็ดก็มีตัวยาเพียง 21 เม็ด อีก 7 เม็ดสุดท้ายซึ่งจะมีสีแตกต่างกันนั้น ไม่ได้เป็นยาคุม เป็นวิตามินหรืออื่นๆ

10. หากลืมกินยาคุมไป 1 เม็ด ควรทำอย่างไร
หากลืมกิน 1 เม็ดให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามปกติ
หาก ลืมกินในช่วงอาทิตย์แรกและอาทิตย์สุดท้ายก็มีโอกาสน้อยที่จะมีลูก แต่ถ้าลืมกินและมีเพศสัมพันธ์ในช่วงอาทิตย์ที่ 2 และ 3 โอกาสที่จะมีลูกได้จึงสูง ดังนั้นหากลืมกินจึงควรเปลี่ยนเป็นใช้ถุงยางอนามัย

11. ได้ยินว่ากินยาคุมแล้วมีผลข้างเคียง เช่น ทำให้อ้วน แพ้ยา จริงหรือไม่
คนที่กินยาคุมมีแนวโน้มที่จะอ้วนมากกว่าคนไม่ได้กิน เพราะยาจะสะสมในร่างกายในรูปไขมัน จึงควรควบคุมการกินอาหาร
ส่วน ในเรื่องแพ้ยาคุมนั้นเป็นความเข้าใจผิด อาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลข้างเคียงของยา เช่น กินแล้วบางคนอาจคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ตื่นนอนตอนเช้าอยากอาเจียน

12. ใครที่ไม่ควรกินยาคุมกำเนิด
คน ที่ไม่ควรกินยาคุมคือคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับเลือด ปวดหัวบ่อยๆ เป็นโรคเกี่ยวกับตับ เป็นโรคหัวใจ หรือมีประวัติเคยเป็นมะเร็งมาก่อน คนที่มีโรคเหล่านี้ไม่ควรกินยาคุม
สำหรับคนที่กินยาคุมแล้วรู้สึกผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะความเหมาะสมที่จะเลือกใช้ยาในการคุมกำเนิดของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

13. ยาคุมกำเนิดชนิดกินหลังร่วมเพศได้ผลแน่นอนหรือไม่
การ กินยาคุมกำเนิดคือ กินก่อนร่วมเพศหรือหลังร่วมเพศ แต่ประเภทหลังนี้ทางการแพทย์ยังไม่ยืนยันว่าใช้คุมกำเนิดได้แน่นอน ยานี้เขามีข้อกำหนดว่าต้องมีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย ประมาณอาทิตย์ละ 1ครั้ง เป็นอย่างมาก และต้องกินยาทันทีภายใน 1 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ถ้าช้าไปกว่านั้นอาจท้องได้

14. ยาคุมกำเนิดแบบฉีด แต่ละครั้งคุมได้นานเท่าใด
ปัจจุบัน ยาฉีดคุมกำเนิดนั้น ฉีดครั้งหนึ่งมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้ 3 เดือนโดยจะฉีดบริเวณสะโพก เมื่อฉีดแล้วตัวยาจะอยู่ที่สะโพก และค่อยๆขับฮอร์โมนออกมา

15. ควรเริ่มฉีดยาคุมกำเนิดเมื่อไร
การฉีดยา คุมกำเนิดก็เหมือนกับยากิน คือ ต้องเริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบเดือนก่อนที่รังไข่จะทำงาน ถ้ารังไข่ทำงานแล้วจึงฉีด มีโอกาสท้องได้เช่นกัน

16. หลังจากฉีดยาคุมกำเนิด ประจำเดือนยังคงมาปกติหรือไม่
คน ที่ฉีดยาคุมกำเนิดต้องเข้าใจว่า เมื่อฉีดยาคุมแล้ว รอบเดือนจะผิดปกติเกือบทุกคน รอบเดือนจะมาไม่เหมือนเดิม ระยะแรกจะมากะปริดกะปรอย ไม่แน่นอน ฉีดนานๆหลายเข็มเข้า ประจำเดือนจะหายไปเลย
แต่ถ้าหยุดฉีดไประยะหนึ่ง ฮอร์โมนจากธรรมชาติก็เริ่มใหม่ ประจำเดือนก็จะมาปกติ

17. มีบางคนบอกว่า ถ้าฉีดยานานๆจะมีโอกาสเป็นหมันจริงหรือไม่
ไม่จริงครับ แต่จะทำให้มีลูกช้าได้
คนที่ฉีดยาต้องวางแผน เพราะไม่ใช่เมื่อพร้อมที่จะมีลูก หรืออยากมีลูกเมื่อไรแล้วหยุดฉีดจะมีลูกได้ทันที แต่ต้องรอไประยะหนึ่ง เช่น ฉีดไป 2 ปีกว่า ยาจะหมดฤทธิ์ก็ต้องรออีก 9 เดือน ถ้าฉีดนานปีกว่านี้ก็จะรอยาวนานขึ้นอีก การจะใช้ยาฉีด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้ตรวจร่างกายให้พร้อม

18. มีข้อควรระวังอย่างไรในการใช้ยาฉีด
เมื่อ ฉีดยาแล้ว อย่าไปคลึงหรือขยี้บริเวณที่ฉีด เพราะจะทำให้ตัวยาในร่างกายน้อยวันลง แทนที่จะอยู่ได้ 90 วัน หรือ 1 เดือน ก็อาจเหลือเพียงแค่ 80 วัน ถึงแม้การฉีดยาคุมนี้จะอยู่ได้ 3 เดือน แต่ส่วนใหญ่หมอมักนัดคนไข้มาฉีดก่อน 1 สัปดาห์

19. การใช้ยาฉีดคุมกำเนิดมีผลข้างเคียงอย่างไรหรือไม่
ผลข้างเคียงของยา ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หงุดหงิด ปวดท้อง วิงเวียนและอ่อนเพลีย

20. การคุมกำเนิดโดยใส่ห่วงอนามัยนั้นเหมาะสำหรับคนประเภทใด
คนที่เหมาะสมในการใส่ห่วงอนามัยนั้น ควรเป็นคนที่เคยมีลูกแล้ว เพราะคนที่ไม่เคยมีลูก จะใส่ลำบาก และอาจจะทำให้ปวดท้องได้

21. การใส่ห่วงอนามัยช่วงใดที่ถือว่าเหมาะสม
จะใส่ห่วงเวลาใดก็ได้ แต่การใส่ในช่วงที่กำลังมีรอบเดือนจะใส่ง่ายที่สุดครับ

22. หลังจากใส่ห่วงแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
เมื่อ ใส่เรียบร้อยแล้วก็มาตรวจตามที่หมอนัด อาจ 1-2 เดือนต่อครั้ง ดูว่าห่วงอยู่เรียบร้อยหรือไม่ ถ้าห่วงไม่กระชับจะได้ทำให้กระชับขึ้น เมื่อใส่ได้ระยะหนึ่งมดลูกจะปรับตัวของมันเอง ทำให้ห่วงอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะอยู่
ปัจจุบันยังไม่มีห่วงอนามัยที่ดี ที่สุด คือใส่แล้วเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็มีการค้นคว้าตลอดเวลาเพื่อจะผลิตห่วงที่ใส่แล้วลืมเหมือนใส่ แหวนอยู่

23. การใส่ห่วงอนามัยมีผลข้างเคียงอย่างไรหรือไม่
ผลข้างเคียงของการใส่ห่วงอนามัยคือ ใส่แล้วอาจมีรอบเดือนมากขึ้น ปวดประจำเดือนมากขึ้น ตกขาวอาจมีบ้าง

24. การใส่ห่วงอนามัยสามารถคุมกำเนิดได้กี่ปี
ห่วงอนามัยในปัจจุบัน เป็นแบบอยู่ได้ 3ปี กับ 5 ปี เปลี่ยนครั้ง ควรปรึกษาผู้ให้บริการ

25. การฝังยาคุมกำเนิดทำอย่างไร และฝังตรงส่วนไหนของร่างกาย
การ ฝังยาคุมกำเนิดจะฝังที่ท้องแขน ยาที่ใช้ฝังจะเป็นเม็ดแคปซูลยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตอนใส่ไม่ยาก ครู่เดียวก็เสร็จ แต่ตอนเอาออกต้องใช้เวลานาน

26. การคุมกำเนิดด้วยการฝังยา คุมได้นานกี่ปี
การ ฝังยาในการคุมกำเนิด คุมได้ประมาณ 5 ปี ปัจจุบันบ้านเรายังไม่แพร่หลาย เพราะมีราคาแพง ยานี้ฝังแล้วคุมกำเนิดได้ 5 ปี แต่ส่วนใหญ่แล้วฝังไม่ถึง 5 ปีก็ผ่าออกกัน เพราะว่ามีผลข้างเคียงคือ มีเลือดออกกะปริดกะปรอย บางคนทนรำคาญไม่ไหว เลยให้หมอผ่าออก

ถุงยางอนามัยผู้หญิง

27. แล้วที่เคยได้ยินว่ามีถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ถุง ยางอนามัยผู้หญิง อันนี้คงเกิดขึ้นเพราะมีเรื่องโรคเอดส์เป็นตัวนำ เมื่อผู้ชายไม่ยอมใส่ถุงยาง ฝ่ายหญิงก็เลยนำมาใช้ป้องกันตนเอง แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกัน อาจเป็นเพราะรูปร่างดูแล้วเหมือนถุงกาแฟ ใส่ลำบาก

28. นอกจากการคุมกำเนิดวิธีดังกล่าวข้างต้น ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่
นอกจากที่กล่าวมาทั้ง 7 แบบ ยังมีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ แต่ยังไม่นิยมใช้ในเมืองไทย หรือเพิ่งจะนำเข้ามาทดลองใช้ เช่น

ไดอะแฟรมพร้อมเยลลี่คุมกำเนิด

ไดอะแฟรม มีรูปร่างคล้ายกระทะ ขอบเป็นวงแหวน ขอบยางยืดหยุ่นได้ ตัวเป็นยาง ใส่ในช่องคลอดเพื่อปิดกั้นไม่ให้เชื้ออสุจิผ่านเข้าไปถึงปากมดลูก ก่อนใส่จะมีครีมทาควบคู่กัน นอกจากจะช่วยหล่อลื่นแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อเล็ดลอดเข้าไป แต่ใช้ชั่วคราว คือใส่เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้วก็นำออก
ยังมีชนิดอื่นๆอีกแต่ยังไม่แพร่หลายในไทย

29. ทุกคนจะเลือกทุกวิธีคุมกำเนิดได้จริงหรือไม่
การเลือกวิธีคุมกำเนิดนั้น ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคลว่าจะเลือกใช้วิธีใด ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะสมกับทุกวิธี

30. ทำไมการคุมกำเนิดจึงมักเป็นฝ่ายหญิงคุม
การ คุมกำเนิดต้องยอมรับว่า ผู้หญิงเป็นผู้ที่ต้องรับภาระเสียเป็นส่วนมาก เพราะกระบวนการตั้งครรภ์อยู่ในผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ และวิธีการคุมกำเนิดในผู้หญิงก็มีให้เลือกมากกว่าในผู้ชาย
ชีวิตคู่เป็น ชีวิตที่ต้องมีความรัก ความเมตตา ความอดทน ความเข้าใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน ฝ่ายชายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในเรื่องการคุมกำเนิดของฝ่ายหญิงด้วย เพราะหากการคุมกำเนิดใดที่มีผลข้างเคียงต่อชีวิตคู่จนเดือดร้อน ฝ่ายชายอาจต้องปรับเปลี่ยนการมีเพศสัมพันธ์ให้เหมาะสม เพื่อมิให้คู่ชีวิตต้องเสียสุขภาพ

ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันโรคทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวสำหรับชีวิตครอบครัวคือ โรคเอดส์ หากฝ่ายชายมีพฤติกรรมสำส่อน ย่อมนำโรคร้ายมาสู่ครอบครัว ทำให้เกิดความเดือดร้อนและวุ่นวายสับสน ดังนั้นจึงควรงดพฤติกรรมสำส่อน เปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีวัฒนธรรมที่ถูกต้อง ดังคำกล่าวที่ว่า ชายไทย ไม่เที่ยวสำส่อน

ที่มา: หมอชาวบ้าน

10 พืชสมุนไพรไล่ยุงและสารป้องกันยุง

ช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่หน้าฝนกันแล้ว บ้านใครที่ยุงเยอะ ยุงชุม ลองหาพืชสมุนไพรไล่ยุงมาปลูกกันครับ ซึ่งพวกพืชสมุนไพรไล่ยุงเหล่านี้ จะมีสารป้องกันยุงอยู่ แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่ามีพืชสมุนไพรไล่ยุงอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับสารป้องกันยุงที่ใช้ทาผิวหนังกันก่อนครับ

สารป้องกันยุง ใช้ทาผิวหนังเนื่องจากมีกลิ่นที่ยุงไม่ชอบ ทำให้ยุงบินหนีไปไม่เข้ามาใกล้ (มีคุณสมบัติเป็น repellent) จึงช่วยป้องกันมิให้ยุงกัด สารนั้นอาจเป็นพิษหรือไม่เป็นพิษต่อยุงก็ได้ สารป้องกันยุงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
สารที่สกัดได้จากพืช เช่น น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันจากต้นน้ำมันเขียว (ยูคาลิปตัส) เป็นต้น
สารที่สังเคราะห์ขึ้นมา เช่น N,N-diethyl-m-toluamide และ 2-ethyl-1,3-hexanediol และ 1,1-carbonylbis (hexahydro-1H-azepine) เป็นต้น

สารป้องกันยุง ที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. ไม่เป็นอันตรายหรือทำความระคายเคืองต่อผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆของร่างกาย
2. ป้องกันยุงกัดได้เป็นเวลานานพอควร
3. สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยที่คุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลง
4. ไม่มีสี ไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า
5. ไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง (สำหรับคน)
6. ใช้ง่ายและสะดวก
7. ไม่เหนียวเหนอะหนะ ชำระล้างออกได้ง่าย
8. ราคาไม่แพง

10 พืชสมุนไพรไล่ยุง มีดังต่อไปนี้


1. มะกรูด ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus hystri
ลักษณะ มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบหนาและมีรอยคอดตรงกลาง ดอกสีขาว ผิวของผลมะกรูดขรุขระเป็นปุ่มปมทั้งลูก น้ำในลูกมีรส เปรี้ยว มีหนามแหลมยาวตามลำต้นและกิ่ง
ส่วนที่ใช้ ผล
วิธีใช้ นำผิวของผลมะกรูดสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาโขลกผสมกับน้ำโดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาใช้

2. ไพลเหลือง ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber cassumunar
ลักษณะ ไพลเหลืองเป็นพืชหัว หัวเป็นแง่งโตติดกันเป็นพืด ใบเล็กยาว ปลายแหลม
ส่วนที่ใช้ หัว
วิธีใช้ นำหัวไพลเหลืองสดมาโขลกผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วกรองเอาแต่ ส่วนที่เป็นน้ำมาทาผิวหนัง แต่มีข้อเสียคือทำให้ผิวหนังติดสีเหลืองล้างออกยาก

3. สะระแหน่ ชื่อวิทยาศาสตร์  Mentha arversis  
ลักษณะ  สะระแหน่เป็นพืชเลี้อยตามพื้นดิน ลำต้นสีแดงเข้ม ใบกลมขนาด หัวแม่มือ ใบค่อนข้างหนา ริมใบหยักโดยรอบและมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ ใบ
วิธีใช้  ขยี้ใบสะระแหน่สดทาถูที่ผิวหนังโดยตรง

4. กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium sativum  
ลักษณะ  กระเทียมเป็นพืชหัว ประกอบด้วยกลีบเล็กๆ เกาะกัน โดยมีเยื่อ บางๆ สีขาวหุ้มหัวไว้เป็นชั้นๆ ใบยาว แข็งและหนา ดอกเป็นช่อ เล็กๆ สีขาวรวมกันเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายก้านดอก
ส่วนที่ใช้  หัว
วิธีใช้  นำหัวกระเทียมสดมาโขลกผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้ว กรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาทาผิวหนัง หรือจะใช้หัวกระเทียมสด ทาถูที่ผิวหนังโดยตรงก็ได้

5. กะเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์  Ocimum sanotum  
ลักษณะ  กะเพราเป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นและใบมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ที่ นิยมปลูกตามบ้านมี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว ใบสีเขียว และ กะเพราแดง ใบมีสีออกแดงเลือดหม ู
ส่วนที่ใช้  ใบ
วิธีใช้  ขยี้ใบสดหลายๆ ใบวางไว้ใกล้ตัว กลิ่นน้ำมันกะเพราที่ระเหยออก มาจากใบจะช่วยไล่ยุงไม่ให้เข้ามาใกล้ หรือจะขยี้ใบสดแล้วทาถูที่ ผิวหนังโดยตรงก็ได้ แต่กลิ่นน้ำมันกะเพรานี้ระเหยหมดไปค่อน ข้างเร็วจึงควรหมั่นเปลี่ยนบ่อยครั้ง

6. ว่านน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์  Acorus calamus
ลักษณะ  ว่านน้ำเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามริมหนองน้ำหรือบริเวณที่ชื้นแฉะ เหง้า เป็นเส้นกลมหนา สีขาวออกม่วง เจริญงอกงามตามยาวขนานกับ ผิวดิน รากเล็กเป็นฝอย ใบแตกจากเหง้า ลักษณะเป็นเส้นตรง ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบ เห็นเส้นกลางใบชัดเจน ช่อดอกทรง กระบอกสีเหลืองออกเขียว
ส่วนที่ใช้  เหง้า
วิธีใช้  หั่นเหง้าสดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาโขลกผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 กรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาใช้ทาผิวหนัง

7. แมงลัก ชื่อวิทยาศาสตร์  Ocimum citratum
ลักษณะ  แมงลักเป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร ดอกสีขาว เป็นช่ออยู่ปลายกิ่ง
ส่วนที่ใช้  ใบ
วิธีใช้  ขยี้ใบสดทาถูที่ผิวหนัง

8. ตะไคร้หอม ชื่อวิทยาศาสตร์  Cymbopogon nardus
ลักษณะ  ตะไคร้หอมขึ้นเป็นกอ ลักษณะคล้ายตะไคร้บ้านแต่ใบยาวกว่าและ ลำต้นมีสีแดง ดอกเป็นพวงช่อฝอย
ส่วนที่ใช้  ต้นและใบ
วิธีใช้  นำต้นและใบสดมาโขลกผสมกับน้ำ ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้ว กรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาใช้ทาผิวหนัง หรือนำต้นสด 4-5 ต้นมา ทุบแล้ววางไว้ใกล้ตัว กลิ่นน้ำมันตะไคร้หอมที่ระเหยออกมาจะช่วย ไล่ยุงไม่ให้เข้ามาใกล

9. ต้นยูคาลิปตัส ชื่อวิทยาศาสตร์  Eucalyptus citriodara
ลักษณะ ยูคาลิปตัสเป็นไม้ยืนต้นสูง ใบยาวรี ค่อนข้างหนา
ส่วนที่ใช้  ใบ
วิธีใช้  ขยี้ใบสดทาถูที่ผิวหนัง

10. ต้นไม้กันยุง (มอสซี่ บัสเตอร์)
      ต้นไม้กันยุงเป็นพันธุ์ไม้ที่ได้รับการพัฒนาโดยวิธีการทางพันธุ์วิศวกรรม ระหว่างพันธุ์ไม้ 2 ตระกูล คือ อาฟริกัน เจอราเนียม (African Geranium) และตะไคร้หอม (Citronella) ต้นไม้กันยุงจึงมีลักษณะคล้ายต้นเจอราเนียม แต่จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆของต้นตะไคร้หอม เนื่องจากน้ำมันตะไคร้หอมมีคุณสมบัติในการไล่ยุง (เป็น repellent)       ต้นไม้กันยุงนี้จึงสามารถไล่ยุงได้เช่นกัน แต่ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้และพื้นที่ที่ใช้งาน เช่นต้นไม้กันยุง อายุประมาณ 2 เดือน จะมีความสูงจากผิวดินประมาณ 6 นิ้ว กลิ่นน้ำมันที่ระเหยออกมาจากต้นไม้จะสามารถไล่ยุงได้ในพื้นที่ประมาณ 100 ตารางฟุต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในต้นไม้กันยุงจะมีสารอยู่สองชนิด คือ สารที่มีคุณสมบัติเป็นสารดึงดูดยุง (attractant) และสารไล่ยุง (repellent) ต้นไม้กันยุงที่ยังเล็กจะมีสารดึงดูดยุงมากกว่าสารไล่ยุง ต่อเมื่อโตขึ้นสารดึงดูดยุงจะค่อยๆลดปริมาณลง จนสารไล่ยุงสามารถแสดงคุณสมบัติได้เต็มที่  
ลักษณะ เป็นไม้พุ่ม ใบแตกออกจากทั้งตายอดและตาข้าง ขอบใบหยัก
ส่วนที่ใช้  ใช้ทั้งต้น โดยจะปลูกเป็นไม้ประดับ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยไล่ยุง ไม่ให้เข้ามาใกล ้
วิธีใช้  วางกระถางที่ปลูกต้นไม้กันยุงไว้ในห้อง สามารถไล่ยุงได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ต้นไม้ก็ต้องการแสงแดดเพื่อการสังเคราะห์แสง จึง ควรนำต้นไม้ไปรับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมงและรดน้ำให้ ชุ่มในเวลาเช้า หากแสงแดดไม่จัด ควรให้น้ำพอสมควรเพื่อ ป้องกันมิให้รากเน่า

เป็นไงกันบ้างครับ ลองหาพืชสมุนไพรไล่ยุงมาปลูกกันนะครับ หรือจะแนะนำเพิ่มเติม ก็โพสต์คอมเม้นท์ ใต้บทความได้เลยครับ